วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สาระความรู้เรื่องผัก

                                                           พืชผัก




          พืชผัก เป็นพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจ  เนื่องจากความต้องการของตลาดมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี  เนื่องจากการเพิ่มจำนวนของประชากรที่เพิ่มขึ้น ในอัตราที่สูง  จากประมาณการเพิ่มของประชากร Dual (1982) กล่าวว่าในปี 2543 ปี 2548 และปี 2553 ประชากรโลก จะเพิ่มจาก 6.2, 9.3 และ 10.5 พันล้านคน ตามลำดับ
           พืชผักมีคุณค่าทางโภชนาการสูงเป็นแหล่งของแป้ง โปรตีน วิตามิน ไขมัน เกลือแร่ เส้นใย และสารประกอบเพื่อเสริมสุขภาพซึ่งจำเป็น สำหรับการดำรงชีพของมนุษย์ นอกจากนี้พืชผักเป็นพืชที่มีอายุการเพาะปลูกสั้น หาได้ง่าย และราคาถูก เมื่อเปรียบเทียบกับ เนื้อ นม ไข่ ผลไม้ ซึ่งเป็นอาหารหลักของประชากรในเขตหนาว แต่มีราคาแพงสำหรับ ประชากรในเขตร้อนและกึ่งร้อนหรือประเทศที่กำลังพัฒนา ที่มีรายได้ต่ำ ไม่สามารถบริโภค เนื้อ นม ไข่ ได้  เนื่องจากหาได้ยากและมีราคาแพงทำให้ประชากรของโลกกว่าสองในสามบริโภคผักเป็นอาหารหลัก
           การขาดอาหารอาจจะเกิดจากไม่สามารถซื้อหามาบริโภคหรือบริโภคอาหารที่ไม่สมดุลย์หรือพอเพียงตามความต้องการของร่างกาย ทำให้ร่างการอ่อนแอต่อการแพร่ระบาดของโรคภัย ไข้ เจ็บ ร่างกายแคระแกรน สมองไม่พัฒนา อาการนี้จะรุนแรงในวัยเด็ก
           การจัดการอาหารที่ดี จะต้องบริโภคในปริมาณที่พอเพียง มีคุณค่าทางโภชนาการ มีความสมดุลย์ของสารประกอบต่างๆตามความต้องการ ในการพัฒนาของร่างกาย คุณค่าทางโภชนาการที่สำคัญและร่างกายต้องการประกอบด้วย แป้ง ไขมัน กรดไขมันที่จำเป็น และโปรตีน รองลงมาคือ วิตามินและเกลือแร่

ผักเพื่อคุณภาพชีวิต

          มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์จากการนำพืชมาใช้เป็นยาสมุนไพรตั้งแต่โบราณกาล และประชากรส่วนใหญ่ในหลาย ๆประเทศยังนิยมใช้อยู่ เช่น จีน อียิปต์ และอินเดีย แต่อีกหลาย ๆประเทศนิยมใช้ยาแผนปัจจุบัน ซึ่งบางชนิดจะสกัดจากพืช และบางชนิดทำการสังเคราะห์ขึ้นมา โดยเรียนแบบธรรมชาติ โดยทั่วไปปริมาณสารอาหารและเกลือแร่ในผักค่อนข้างน้อย เช่น แครอท ปริมาณ 3 กิโลกรัม จะประกอบด้วยวิตามิน เอ 45 กรัม ตามความต้องการของร่างกายใน 1 วัน
        

     
    -  แครอท (Carrot) ประกอบด้วย เบต้าแคโรทีนสูง ซึ่งจะเปลี่ยนรูปเป็นวิตามิน เอ ช่วยให้ร่างกายมีภูมิต่อต้านโรคหวัด ป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันอาการผิดปกติในกระดูก โรคผิวหนังและรักษาสายตา
   

  
    - พริก (Chilli) ประกอบด้วย วิตามิน เอ กรดแอสคอร์บิค ฟอสฟอรัส โปแตสเซี่ยมและ แคลเซี่ยมสูง สารที่ทำให้เกิดรสชาติและความเผ็ด ของพริก คือ capsaicin (C9 H14O2) ซึ่งมีปริมาณสูงในเมล็ด

          


     - ผักน้ำ,วอเตอร์เครส (Water Cress) ให้แคลเซี่ยมสูง ประกอบด้วยธาตุเหล็ก เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของกรดโฟลิค (folic acid) จำเป็นสำหรับการสร้างเม็ดโลหิตแดง การขาดธาตุเหล็ก จะทำให้เกิดโรค anaemia fatigue หายใจไม่สะดวก ขาดสมาธิ


      - ปวยเล้ง (Spinach) ประกอบด้วย ลูเทอิน (lutein) ช่วยรักษาสายตา ให้ธาตุเหล็กและแคลเซี่ยมสูง นอกจากนี้จะประกอบด้วยวิตามิน เอ ซึ่งช่วยในการมองในเวลากลางคืน ชาวอังกฤษจะใช้น้ำที่คั้นจากใบเพื่อทำความสะอาดแผลและรักษาหูด wa  -  มะเขือเทศ (Tomato) ลดการกินอาหารบ่อย ๆ สำหรับผู้ที่รักษาทรวดทรง

         


     -  ถั่ว ประกอบด้วยเส้นใย และแป้ง โปรตีน ใช้ทดแทน เนื้อ นม ไข่ ปลา โปรตีนจะเปลี่ยนรูปเป็นกรดอะมิโน ช่วยรักษาและสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ควบคุมน้ำตาลในเลือด ลดโคเลสเตอรอล นอกจากนี้จะประกอบด้วยวิตามิน บี ซึ่งจำเป็นสำหรับการเปลี่ยนรูปพลังงานน้ำตาลให้อยู่ในรูปที่ไม่ สามารถใช้ประโยชน์ได้ ถั่วแต่ละชนิดอาจจะไม่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นครบตามความต้องการของร่างกาย ดังนั้นจะต้องบริโภคถั่วหลายชนิด             










ประโยชน์ของผลไม้

                                      ผลไม้




     ผลไม้ คือ ผลที่เกิดจากการขยายพันธุ์โดยอาศัยเพศของพืชบางชนิด ซึ่งมนุษย์สามารถรับประทานได้ และส่วนมากจะไม่ทำเป็นอาหารคาว ตัวอย่างผลไม้ เช่น ส้ม แอปเปิ้ล กล้วย มะม่วง ทุเรียน รวมถึง มะเขือเทศ ที่สามารถจัดได้ว่าเป็นทั้งผักและผลไม้


    ประโยชน์ของผลไม้ชนิดต่างๆ .



     มะละกอ ลำต้นจะมี ยาง ช่วยกัดแผล รักษาตาปลา หูด ได้ ส่วน     ผลที่สุกก็มีวิตามินเอสูง ซึ่งจะบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี ยังมีวิตามิน   ซี และแคลเซี่ยมป้องกันโรคกระดูกผุอีกด้วย



   
 

มังคุด ที่เปลือกของมังคุดจะมีสาร tannin ซึ่งจะช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย






     สับปะรด สามารถรักษาที่เป็นหนองได้ วิธีการรักษาคือนำเอาผลที่สดๆ มาคั้นเอาแต่น้ำแล้วนำมา ชโลมแผลที่เป็นหนอง เอนไซม์จะช่วยย่อยกัดเนื้อเยื่อ และหนองให้หลุดออกทำให้แผลที่เป็นหนองหายได้ ถ้าหากนำน้ำสับปะรด ที่คั้นแล้วประมาณหนึ่งแก้ว ไปผสมกับน้ำสุกอีกหนึ่งแก้วเติมเกลืออีกเล็กน้อย แล้วดื่มก็จะสามารถใช้แก้ท้องผูกได้ด้วย




แอปเปิล มีสารสำคัญ คือ บีตา-แคโรทีน วิตามินซี และเส้นใยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ที่ชื่อ "เพคติน"  "เพคติน" นี้มีคุณสมบัติช่วยลดความอยากอาหาร ลดน้ำหนัก และลดโคเลสเตอรอล เพราะแอปเปิ้ลมีแป้งและน้ำตาลในรูปของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวถึง 75 % ทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมน้ำตาลพิเศษชนิดนี้ได้รวดเร็ว และนำไปใช้ประโยชน์ได้ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ดังนั้นความอยากอาหารจึงลดลง ทำให้คุณไม่รู้สึกหงุดหงิด หรือ อ่อนเพลีย แอปเปิ้ล 2-3 ผลต่อวัน ช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลในกระแสเลือดได้ เพราะแอปเปิ้ลมีเพคติน ซึ่งเป็นไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ผลจากการวิจัยชี้ว่า เมื่อกรดในทางเดินอาหารย่อยสลายไขมัน และแยกโคเลส-เตอรอลออกมาเสร็จสิ้นแล้ว เพคตินจากแอป-เปิ้ลจะไปคอยดักจับโคเลสเตอรอลเหล่านั้น และพาไปทิ้งก่อนที่จะถูกดูดกลับเข้าร่างกาย



บีทรูท ลดความดันโลหิต ฟอกไต 
ช่วยขับปัสสาวะ











เสาวรส ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค และป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินสูงช่วยบำรุงสายตา ทำให้ร่างกาย แข็งแรง บำรุงกระดูก เพราะมีแคลเซียมสูง







สตรอเบอรี่ บลูเบอร์รี่ 

ราสเบอร์รี่  มีวิตามินซี แมกนีเซียม โปเทสเซียมสูง ช่วยเพิ่มช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยต้านอนุมูลอสิระ ป้องกันโรคต่างๆ ช่วยเพิ่มความกระปรี้กระเปร่า








มะเขือเทศ อุดมด้วยวิตามินซี และอี มีสารไลโคทีน ช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิด




วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

วิธีการดูแลสุขภาพ

การมีสุขภาพที่ดีเป็นสิ่งหนึ่งที่หลายๆ คนปรารถนา แต่สุขภาพจะดีหรือไม่..นั้น ขึ้นอยู่กับวิธีการดำเนินชีวิตประจำวันและวิธีการดูแลสุขภาพของแต่ละคน ซึ่งสามารถปฏิบัติง่ายๆได้ดังนี้



 วิธีการดูแลสุขภาพ


1.ทานอาหารให้ครบทั้ง 3 มื้อ
อาหารที่รับประทานควรให้ครบหลักโภชนาการ 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายของเราได้รับสารอาหารอย่างพอเพียง และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอาหารในมื้อเช้าซึ่งถือว่าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดในแต่ละวัน การรับประทานอาหารมื้อเช้ายังช่วยป้องกันความเสี่ยงในการเกิดโรคได้อีกด้วย โดยเฉพาะความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน นอกจากนี้เราควรเลือกรับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผักและผลไม้ และให้หลีกเลี่ยงอาหารประเภทของหมักดอง ของทอด และของมัน เพื่อให้ร่างกายไม่เกิดการสะสมไขมันและมีสารตกค้าง นอกจากนี้ไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณเกิดเป็นโรคต่างๆ ที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อสุขภาพร่างกายกันอีกด้วย


2.ดื่มน้ำสะอาด
ควรดื่มน้ำเป็นประจำโดยจิบตลอดทั้งวันให้ได้อย่างน้อยวันละ 7-8 แก้ว เพราะน้ำมีส่วนในการช่วยให้ร่างกายสามารถเผาพลาญได้ดีขึ้น และทำให้เลือดไหลเวียนดี น้ำยังมีส่วนในการช่วยบำรุงผิวพรรณของเราไม่ให้แห้งหยาบกร้านอีกด้วย








3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
โดยเลือกออกกำลังให้สมวัยและไม่ออกกำลังกายให้หักโหมจนเกินไป การออกกำลังกายจะมีส่วนช่วยให้ร่างกายสามารถเผาพลาญพลังงานต่างๆ ได้ดีขึ้น ช่วยกระชับกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และช่วยให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น สำหรับการออกกำลังกายคุณควรเลือกออกกำลังกายแบบง่ายๆ เช่น การวิ่ง การเดิน ว่ายน้ำ เล่นโยคะ กิจกรรมเข้าจังหวะ ขี่จักรยาน เป็นต้น และควรออกกำลังกายในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เช่น ในสวนย่อม สนามกีฬา หรือสวนสาธารณะ เป็นต้น





                                                                                                4.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
ควรนอนหลับให้ได้อย่างน้อยวันละ 7-8 ชั่วโมง การนอนจะทำให้ร่างกายสามารถเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้อย่างเต็มที่ และเวลาที่เรานอนร่างกายของเรายังสามารถเผาพลาญพลังงานต่างๆ ได้ดีขึ้นด้วย ใครที่เข้านอนไวมักจะไม่อ้วน นอกจากนี้แล้วถ้าเรานอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอยังมีส่วนช่วยให้เรามีผิวพรรณที่สดใส และช่วยให้สมองปลอดโปร่ง มีความจำดี คิดอ่านได้ฉับไว


5.ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
เพราะโรคต่างๆ สามารถรักษาให้หายขาดได้ถ้าเราพบกันตั้งแต่เนิ่นๆ ปัจจุบันจึงได้มีการรณรงค์ให้ผู้คนทั่วไปโดยเฉพาะหนุ่มสาวในวัยทำงาน และผู้สูงอายุควรตรวจสุขภาพร่างกายกันเป็นประจำ








6.ไม่ซื้อยารับประทานเอง
ถ้ารู้สึกตัวว่าไม่สบาย ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยโรคและหาแนวทางในการรักษา อย่าพยายามซื้อยารับประทานเอง เพราะโรคต่างๆ บางครั้งจะมีอาการคล้ายคลึงกัน เราอาจจะแยกไม่ออกว่าอาการที่เราเป็นอยู่นั้นเป็นโรคเกี่ยวกับอะไรกันแน่ คุณหมอจะเป็นผู้ที่วินิจฉัยและให้คำตอบได้ดีที่สุด



7.รักษาความสะอาดอยู่เสมอ
ควรอาบน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง และก่อนรับประทานอาหารหรือหยิบจับอาหารเข้าปากควรล้างมือให้สะอาด หรือทุกครั้งที่กลับถึงบ้านหรือที่ทำงานควรล้างมือก่อนทุกครั้ง